วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

สิ่งใหม่ที เกิดขึ้นในวงการการทำธุรกิจในปัจจุบัน คือ การใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในการแข่งขัน
ทางด้านธุรกิจ โดยทีเ ห็นได้ชัดเจน คือ การเปิดร้านค้าออนไลน์เพื่อขายสินค้า ตัวอย่างเช่น amazon.com , ebay.com , shopping.co.th การเปิดขายสินค้าออนไลน์เหล่านี เราสามารถเรียกได้ว่า เป็นการทำธุรกิจประเภท พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ซึง E-Commerce นี้ได้เข้ามาเกี ยวข้องกับเรามากขึ้นในปัจจุบัน โดยอาจจะอยู่ในรูปของการซื้อของ (เป็นลูกค้า) หรือเราอาจจะสามารถเป็นคนทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตได้เช่นกัน (เป็นผู้ค้า) แต่การใช้งาน E-commerce ก็มีข้อจำกัด เช่น ลูกค้าอาจจะอยากเห็น
สินค้าหน้าร้านจริงมากกว่า หรือลูกค้าต้องการต่อรองสินค้า หรือระยะเวลาในการจัดส่งอาจเป็นสิ่ง
หนึ่งที ลูกค้าใช้เปรียบเทียบกับการค้าขายผ่านหน้าร้านจริงก็เป็นได้

E-Commerce

มีการเจริญเติบโตตลอดเวลา เนื องมาจากอัตราการเติบโตของการใช้อินเทอร์เน็ต
และการเพิ่มขึ้นของเว็บไซต์ทางธุรกิจมีอย่างต่อเนื อง ทำให้การประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจบน
อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางการตลาดขนาดใหญ่ของโลกไร้พรมแดนทีส ามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ไร้ขีดจำกัดในเรื องของเวลาและสถานที การแข่งขันทางการค้าเสรีและระหว่า
ประเทศทีต้อง
แข่งขันและชิงความได้เปรียบกันที “ความเร็ว” ทั้งการนำเสนอสินค้าและการให้บริการ การให้ต้นทุนทีต่ำรวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้า ส่งผลให้การทำการค้าผ่านสื ออิเล็กทรอนิกส์มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในสังคมเศรษฐกิจเชิงสารสนเทศ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ งของการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน และได้รับความนิยมเพิ่ม ขึ้นเป็นลำดับ บริษัทต่าง ๆ ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเพื อยกระดับขึ้นในปัจจุบัน สำหรับประเภทสินค้าในการทำธุรกิจ E-commerce มีหลายประเภท เช่น เสื้อ ผ้า เครื องประดับน้ำหอม ดอกไม้ อาหาร นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทบริการ เช่น การจองตัวS เครื องบิน การจองโรงแรมที พัก และประเภทสารสนเทศ เช่น การดาวน์โหลดเพลง ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์ รูปภาพลูกค้าสามารถใช้เว็บไซต์เพื อเข้าถึงธุรกิจ E-Commerce ได้ตลอดเวลา ซึง เป็นผลมาจากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เมื อพิจารณาแล้ว E-commerce นัน( มีประโยชน์ร่วมกันของทั้ง ผู้ซื้อ , ผู้ขาย, และผู้ผลิต
ประเด็น คือ
    1)  ประหยัดค่าใช้จ่าย โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายบุคลากรบางส่วน ลดขั้นตอนการประกอบธุรกิจ
ประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดต่อแบบเดิม ๆ ได้
    2)  ไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที ซึง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทัว โลก และ
    3)  ไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา สามารถทำการค้าได้ 24 ชัว โมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์ ผ่านระบบ
อัตโนมัติได้
ถ้าเราเป็นผู้ประกอบธุรกิจประเภทนี้เราต้องมีความรู้ในการพัฒนาเว็บไซต์ และติดตั้ง ระบบ
สารสนเทศที่เกี ยวข้องจำนวนมาก ตัวอย่างของระบบเหล่านี้ คือ การซื้อแบบออนไลน์ การขายแบบ
อัตโนมัติ การเข้าสัง สินค้า การจัดการการเงิน การควบคุมรายการสินค้าและการจัดการคลังสินค้า การ
จัดสรรสินค้า และระบบการทำนายการจัดซื้อ เป็นต้น แต่หากเราเป็นผู้ซื้อ ก็ควรมีความเข้าใจในการทำงานเพื อจะได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทีมีเพื อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ประโยชน์สำหรับผู้ซื้อผู้บริโภค

- หาข้อมูลเพื อเปรียบเทียบเรื่องราคา, คุณภาพสินค้า และข้อมูลอื่น ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ
- อินเทอร์เน็ตมีประโยชน์มากในเรื่องนี้ สามารถเข้าไปในเว็บบอร์ดต่างในการหาข้อมูลได้ง่าย
- มีร้านค้าให้เลือกมากขื้น
- เพียงแค่พิมพ์คำค้น (keywords) ลงในเครื องมือค้นหา (search engine) ก็มีสินค้าออกมาให้เลือก
   มากมาย
- ได้รับสินค้าอย่างรวดเร็ว ในกรณีที ซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เพลง ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์
   เพราะสามารถได้รับสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้เลย
- การซื้อสินค้าบางประเภทสามารถลดพ่อค้าคนกลางได้ ทำให้ได้ราคาทีถูกลง

ประโยชน์สำหรับผู้ผลิตและผู้ขาย

- ลดความผิดพลาดในการสื อสารแบบเดิมที ใช้ในการค้า เช่น การส่งแฟกซ์, บอกจดทางโทรศัพท์
  หรือการรับใบคำสัง ซื้อ แล้วพิมพ์ข้อมูลเข้าระบบ ซึง มีโอกาสผิดพลาดมากกว่า ถ้าจะให้ดีนั้น ลูกค้า
  ต้องสามารถทำการติดต่อผ่านสื ออิเล็กทรอนิกส์และส่งข้อมูลได้เลยโดยตรง จะช่วยลดความ
  ผิดพลาดในส่วนนี้ไปได้
- ลดเวลาในการผลิต สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยในการคำนวณเรื องความต้องการของการใช้
  วัตถุดิบ การทำคำสัง ซื้อ วัตถุดิบ เป็นต้น
- เพิ่มประสิทธิภาพในระบบสำนักงานทีป ระสานงานและบริการ
- เปิดตลาดใหม่, หาคู่ค้า, ผู้ส่งสินค้า (Supplier) รายใหม่ ๆ
- เพิ มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลัง
- เพิ่มความสัมพันธ์กับคู่ค้าให้ดีขึ้น
- สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเว็บไซต์ของบริษัท โดยการสร้างข้อมูลที เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า, การ
  ให้บริการหลังการขาย, ให้คำปรึกษาเรื องผลิตภัณฑ์ หรือการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว


วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2557

Cloud Storage เก็บข้อมูลแบบก้อนเมฆ

Cloud Storage คืออะไร ?

       สำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้งาน Dropbox มาก่อน Cloud Storage นั้นสามารถเปรียบเสมือนกับที่ฝากไฟล์บนอินเตอร์เน็ตนั่นเอง เเต่มีความเเตกต่างตรงที่ว่าเว็บฝากไฟล์นั้นไม่มีการจับระเบียบไฟล์เป็นหมวดหมู่ที่ดีนัก เเละมีการจำกัดหรือเงื่อนไขในการฝากไฟล์ค่อนข้างมาก รวมไปถึงความยากในการใช้งานที่ต้องเข้าผ่านเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว เเละมีลักษณะที่คงที่ คือไฟล์ไม่สามารถเปลี่ยนเเปลงข้อมูลใดๆ ได้ (ลองนึกถึงไฟล์เอกสาร) ถ้าเราอัพเดทข้อมูลเเล้ว เราต้องทำการอัพไฟล์ใหม่อีกรอบซึ่งต้องเสียเวลาอัพเดทด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง
หัวใจของ Cloud Storage คือการ ซิงค์” ข้อมูลที่เราต้องการ (หรือทั้งหมด) เเละสนับสนุนบนอุปกรณ์หลายชนิดเพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน เนื่องจากปัจจุบันนี้เราไม่ได้ใช้งานอยู่บน PC เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ยังมีทั้งสมาร์ทโฟนเเละเเท็บเล็ตที่มีความสามารถสูงพอที่จะทำงานทดเเทน PC บางอย่างได้ เช่น เเก้ไขไฟล์เอกสารเล็กๆ น้อยๆ หรืออ่าน PDF ดังนั้นลองคิดดูว่าเวลาเรียกใช้ข้อมูลสมัยก่อนนั้นเราต้องทำการก็อปปี้ข้อมูลที่ตรงการลงบนอุปกรณ์เเต่ละชนิด ซึ่งถ้ามีการเปลี่ยนเเปลงหรืออัพเดทเราต้องทำการก็อปปี้ไฟล์ใหม่ด้วยตัวเอง ซึ่งมีความยุ่งยากเเละน่าเบื่อ เเต่ถ้าเราใช้งานบน Cloud Storage นั้นเมื่อเราเเก้ไขไฟล์ที่อุปกรณ์เครื่องใดเครื่องหนึ่งเเล้ว ก็จะทำการอัพเดทไฟล์ดังกล่าวไปยัง Cloud Storage โดยอัตโนมัติเพื่อให้อุปกรณ์อื่นๆ ของเราได้รับไฟล์เวอร์ชันล่าสุดเช่นเดียวกัน




เเนะนำความสามารถ Cloud Storage ของเเต่ละเจ้า

 Dropbox


              Dropbox นั้นถือเป็นผู้นำในตลาดของ Cloud Storage มานาน (ก่อนหน้านี้มี SkyDrive หรือเว็บอื่นๆ ที่มีลักษณะเหมือนการฝากไฟล์อย่างเดียวมากกว่า) โดย Dropbox นั้นถือว่าเป็นบริการที่มีลูกเล่นค่อนข้างมากเเละสนับสนุนเเพลตฟอร์มยอดนิยมไม่ว่าจะเป็น Windows, OSX, Linux, Android, iOS หรือสามารถใช้งานผ่าน Website ได้อย่างสมบูรณ์เเละมีอินเตอร์เฟซที่ใช้งานได้ง่าน เช่น ลากไฟล์จาก Desktop ผ่านเบราว์เซอร์ก็สามารถอัพโหลดข้อมูลได้เเล้ว ใขขณะที่ผู้ให้บริการบางรายยังต้องใช้ผ่านเมนูอัพโหลดอยู่
      ความสามารถของ Dropbox นั้นถึงเเม้จะเป็นฟีเจอร์ต่างๆ ที่เรียบง่าย เเต่พบว่าสามารถใช้งานได้จริงเเละสะดวกในการใช้งาน เช่น Dropbox บนมือถือนั้นจะมีความสามารถรูปถ่ายบนมือถือขึ้น Dropbox โดยอัตโนมัติ ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลานำรูปออกจากโทรศัพท์มือถือด้วยตัวเอง หรือจะเป็นฟีเจอร์อย่างการสร้างลิงค์ในไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่กำหนดโดยเฉพาะ เพื่อให้คนสามารถมาดาวโหลดไฟล์ที่เรากำหนดไว้ได้ โดยจะไม่สามารถเห็นไฟล์อื่นๆ ของเรา ส่วนความสามารถพื้นฐานอย่างการเเชร์โฟลเดอร์ การดูรายละเอียดของDropbox ว่ามีการเพิ่มหรือลดไฟล์อะไรไปบ้าง ซึ่งรวมไปถึงการย้อนกลับเมื่อเราลบไฟล์นั้นไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ Dropbox นั้นเป็น Cloud Storage ที่มีฟีเจอร์โดดเด่นเเละใช้งานง่ายที่สุดเจ้าหนึ่งในตอนนี้

      ข้อเสียของ Dropbox นั้นคือให้พื้นที่เริ่มต้นมาน้อยที่สุดคือ 2 GB เเต่ว่ามีกิจกรรมที่สามารถเพิ่มพื้นที่ข้อมูลค่อนข้างมาก ซึ่งต้องติดตามข่าวสักนิดหนึ่ง เช่น ใช้ Camera Upload จะสามารถเพิ่มพื้นที่ให้มากสุดถึง 3GBหรือสามารถเเนะนำให้คนอื่นใช้งานจากเเอคเคาท์เราจะได้เพิ่ม 500 MB ต่อคนซึ่งทำได้สูงสุดถึง 16GB ทีเดียว ถ้าทำตามเงื่อนไขทั้งหมดเเล้วจะได้พื้นที่ประมาณ 20 GB ขึ้นไป เเต่ถ้าใครต้องการซื้อพื้นที่เพิ่มนั้นก็สามารถทำได้ เเต่ราคาพื้นที่เพิ่มของ Dropbox นั้นเเพงที่สุดทั้งหมดของผู้ให้บริการ Cloud Storage ด้วยกัน

iCloud


        สำหรับ iCloud ก็สามารถถือว่าเป็น Cloud Storage ชนิดหนึ่งได้ เเต่สำหรับ iCloud นั้นหน้าที่หลักเหมือนกับการซิงค์ข้อมูลค่าการตั้งค่าของเเต่ละเเอพมากกว่าการซิงค์ไฟล์ เพราะว่า “ข้อมูล” ที่สามารถซิงค์ผ่าน iCloud ได้มีจำกัด เช่น Email, Contacts, Calendar, Reminders, Bookmarks, Documents, Notes เเละอื่นๆ รวมไปถึงสามารถเเบคอัพการตั้งค่าของ iOS เอาไว้ได้ ทำให้เหมือนกับ OSX หรือ iOS นั้นจะเเบคอัพไฟล์หรือข้อมูลของเราเอาไว้มากกว่าเป็นไฟล์อย่าง Dropbox หรือผู้ให้บริการอื่นๆ ทำให้เวลาการ restore ระบบเมื่อซื้อเครื่องใหม่มาใช้นั้นทำได้สะดวก หรือเรียกดูไฟล์เอกสาร ปฏิทินนัดหมายนั้นเหมือนกันบนทุกอุปกรณ์ซึ่งยังไม่มีผู้ให้บริการ Cloud Storage รายได้ทำได้ เนื่องจากไม่ได้ระบบปฏิบัติการเป็นของตัวเอง (ไม่เเน่ว่า Microsoft อาจจะนำไปทำด้วยภายหลัง) จะเห็นว่าจุดประสงค์ของ iCloud นั้นทำมาเพื่อการซิงค์ข้อมูลที่ไม่ใช่ไฟล์มากกว่า ซึ่งเเตกต่างกับ Dropbox, SkyDrive เเละ Google Drive อย่างชัดเจน
ดังนั้นในเรื่องของการเเชร์ไฟล์ iCloud ยังไม่ใช่คำตอบ รวมไปถึงสนับสนุนเฉพาะระบบปฏิบัติการของ Apple อย่าง OSX เเละ iOS ไม่สามารถข้ามไปยังเเพลตฟอร์มอื่นๆ ได้ สำหรับการซื้อพื้นที่เพิ่มนั้นมีราคาถูกกว่า Dropbox เเต่ก็เเพงกว่าเจ้าอื่นๆ อย่าง Sky Drive เเละ Google Drive
SkyDrive


                 Microsoft นั้นได้เปิดบริการ SkyDrive มานานเเล้วเเต่มีลักษณะเหมือนกับที่เก็บข้อมูลส่วนตัวมากกว่าการเเชร์ไฟล์ ซึ่งเป็นลักษณะของเว็บฝากไฟล์ในสมัยนั้นก่อนที่จะปรับปรุงมาเมื่อไม่นานมานี้ โดย SkyDriveเวอร์ชันปรับปรุงใหม่เมื่อสมัครจะมีพื้นที่ให้ 7GB ซึ่งมากที่สุดในบรรดาของผู้ให้บริการด้วยกัน นอกจากนี้ผู้ที่ใช้งาน SkyDrive มาก่อนหน้าจะสามารถอัพเกรดเป็น 25GB ได้เหมือนกับ SkyDrive ในสมัยก่อนหน้า ซึ่งเป็นจุดที่ดีที่สุดของ SkyDrive เหนือคู่เเข่งเจ้าอื่นมากทีเดียว
      นอกจากนี้เเล้ว SkyDrive ยังรวมความสามารถในการสร้าง อ่านเเละเเชร์ไฟล์เอกสารจาก Office 365 หรือOffice บนเว็บไซต์ด้วยคือ Word, Excel เเละ PowerPoint โดยการเเชร์ไฟล์นั้น SkyDrive จะเน้นส่งลิงค์ไปทาง Email ซึ่งต่างจาก Dropbox ที่สามารถก็อปปี้ลิงค์ไปวางได้โดยตรง เเละมีการเพิ่ม Client บน Windows, OSX, iOS, Windows Phone เพื่อให้สามารถเข้าถึงไฟล์หรือซิงค์ไฟล์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าผ่านทางเว็บไซต์อย่างเดียว
 Google Drive

               บริการน้องใหม่ล่าสุดอย่าง Google Drive เป็นบริการที่ถูกมาเเทน Google Docs เดิมหรือจะเรียกว่าเป็นการเสริมความสามารถของ Google Docs ที่สามารถเก็บไฟล์เอกสารอย่างเดียว ให้รองรับไฟล์หลายประเภทเเละสามารถใช้งานได้เหมือนกับเป็นเป็น “Harddrive” ลูกหนึ่ง
      Google Drive นั้นยังคงมีความสามารถเหมือนกับ Google Docs เดิมคือสามารถเปิดอ่าน เเก้ไข เเละเเชร์ไฟล์เอกสารได้เหมือนเดิม เเละเพิ่มความสามารถในการอัพโหลดไฟล์ชนิดใดก็ได้ขึ้นไป โดยให้พื้นที่ทั้งหมด 5 GB จุดเด่นที่สุดของ Google Drive คือการรวมเข้ากับบริการต่างๆ ของ Google เช่นเราสามารถส่งลิงค์ไฟล์ของGoogle Drive เเทนที่จะต้องเเนบไฟล์ผ่านอีเมล์ หรือเเชร์รูปภาพผ่านบน Google+ ผ่าน Google Drive ได้โดยตรง รวมไปถึงระบบค้นหาไฟล์เเละย้อนเวลากลับไปดูกิจกรรมที่เราทำไว้ในวันก่อนว่ามีการเพิ่ม / ลดไฟล์อะไปบ้างเเละกู้คืนมาได้เหมือนกับ Dropbox เเละในบรรดาผู้ให้บริการทุกเจ้านั้น Microsoft มีราคาต่ำที่สุด ซึ่งในอนาคตนั้นไม่เเน่ว่าอาจจะมีความสามารถในการเเบคอัพค่าต่างๆ ของ Android ลงไปบน Google Driveก็ได้

ยกตัวอย่างโปรแกรมที่ใช้กับ Cloud Storage




                                        

 มารู้จัก Dropbox กันเถอะ !! 

                                              


          Dropbox เป็นบริการให้พื้นที่แบบออนไลน์ และมีความสามารถใช้ในการแบ่งปันไฟล์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติหลักๆ ของ Dropbox โดย Dropbox นี้จะเหมาะกับผู้ที่ต้องใช้งานเครื่องคอมหลายๆ เครื่อง แต่ต่างสถานที่ และต่างระบบปฏิบัติการ โดยใช้ internet ในการรับฝากไฟล์บนพื้นที่ออนไลน์ เสมอเหมือนว่าเรามี flashdrive onlineสามารถเรียกใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา


Dropbox ให้บริการอะไรบ้าง? 

อย่างแรกเลย เป็นพื้นที่สาหรับ Drop files โดยให้เราใช้ฟรีๆเลย 2 gb และเพื่อให้เข้าใจง่ายๆเลยว่า Dropbox นั้นก็คือ flashdrive online ของเราดี ๆ นี่เอง เราจะใส่ files อะไรก็ได้ จะเก็บยังไงก็ได้ ขอเพียงเรามี internet เราก็สามารถเข้าถึง ข้อมูลที่เราเก็บไว้ได้และสามารถส่งต่อให้ "ใครบางคน" หรือ "ทุกคน" โดยเลือกให้เขา เข้าถึงเฉพาะ files ที่เราต้องการได้ด้วย ซึ่งการที่เรามี Dropbox แบบนี้ จะสะดวกมากในกรณีทางานกันหลายคน

Dropbox ดีอย่างไร?


Dropbox มีข้อดีต่างๆ มากมาย ที่ช่วยให้ชีวิตประจำวัน หรือการทำงานของคุณสะดวกยิ่งขึ้น ดังนี้

ทำให้ตรงกัน (Synchronize)

Dropbox จะทำไฟล์ใน Folder Dropbox ให้ ตรงกันเสมอ’ (Synchronize) โดยมีพื้นที่ฟรีให้มากถึง 2GB และใช้ได้ทั้งบน Windows, Mac, Linux, มือถือ และ Web-based. ไม่ว่าไฟล์ๆ นั้น จะถูกแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อใด Dropbox จะรู้และ Update ให้กับเครื่องอื่นๆ อัตโนมัติทันที

แบ่งปันไฟล์ (File Sharing)


แชร์โฟลเดอร์ต่างๆ ให้กับคนอื่นๆ เพื่อให้ ทำงานร่วมกันได้’ (Collaboration) นอกจากนี้ ยังสร้าง Public Link ให้ผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย

การใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็น android ios หรือ tablet 



เข้าผ่านเว็บไซต์ (


ไฟล์อีกชุดนึง จะเก็บไว้บน Internet เพื่อให้คุณเข้าถึงไฟล์ได้ทุกสถานที่ ที่ Internet สามารถเชื่อมต่อได้ และมีความปลอดภัยสูง

Dropbox ไว้ใช้ทำอะไร

เป็นบริการฝากไฟล์แบบออนไลน์ โดยที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกๆที่ ที่มีการเชื่อต่ออินเทอร์เน็ต ไฟล์ทั้งหมดของผู้ใช้จะถูกเก็บไว้บน Server Dropbox และเราสามารถเชื่อมต่อกับไฟล์ต่างๆ บน Server ด้วยโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Dropbox ซึ่งมีทั้งในรูปแบบของ windows, MAC, Linux, Apple iOsAndroid Os,Blackberry Os ทั้งยังสามารถเข้าผ่าน Browser Website ได้โดยที่ไม่ต้องผ่านแอพพลิเคชั่นอีกด้วย
อัตราการค่าใช้จ่ายนั้นมีดังนี้ ขนาดเนื้อที่ 2GB Basic Free อันนี้เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่อยากเสียตังค์  
และหากใครที่ไม่พอใจก็สามารถจ่ายเงินเพื่ออัพเกรดกันได้









ที่มา :  http://escsequencer.wordpress.com/2012/04/29
           http://www.plan.doae.go.th/project/narrowcorner/userfiles/Dropbox.pdf
           www.malangtub.com/2012/04/05/dropbox-วิธีการใช้งานขั้นเทพ/
Youtube : http://www.youtube.com/watch?v=CjN-g-6D-4M

วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557

ระบบ cloud computing



Cloud หรือบางคนก็บอกว่า Cloud Computing มันคืออะไร ค้นในเน็ตเจอคำแปลต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่บอกว่า การประมวลผลบนก้อนเมฆ... ถ้าสำหรับแบบที่ผมคิดนะ ผมว่าก็คือระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์เรานี่แหละ แต่แทนที่จะต้องมาประมวลผล หรือทำงานแบบเดิมคือทำบน PC แบบที่เราเคยใช้ๆกันอยู่มันจะย้ายไปทำงานผ่านพวก WEB Browser บนโลกอินเตอร์เน็ต อาทิเช่น เดิม เราใช้ Microsoft Word, Excel, Power Point โดยเราต้องเปิด PC แล้วรอมัน Windows มันบู๊ต แล้วเราก็เลือกไอคอน โปรแกรม แล้วก็คลิ๊กเปิด แล้วก็ใช้งาน
Cloud Computing
แต่ถ้าเป็น Cloud Computing หรือ Cloud Service คือเราเข้าอินเตอร์เน็ตให้ได้ และเราก็จะใช้งานโปรแกรมอะไรก็ตามแต่ ผู้ให้บริการบนโลกอินเตอร์เน็ต เขาก็จะเตรียมไว้ให้เราแล้ว (แต่ถ้าเข้าอินเตอรเน็ตไม่ได้...ก็เกิดเรื่องกันละทีนี้) เอาให้ง่ายเข้าไปอีก ลองคิดถึงแต่ก่อนเราอาจจะต้องใช้ Outlook หรือ Lotus Note ในการทำงานเพื่อเปิดเครือ่งเพื่อรับเมล์ เดี๋ยวนี้เราจะเห็น มี Google, Hotmail หรือ Yahoo ให้เราสามารถเช็คเมล์ได้ โดยเฉพาะ Google พี่ท่านกะล็อกทุกอย่าง หรือครองโลกออนไลน์เลยก็ว่าได้ เดี๋ยวถ้าเรามี Domain แล้วไม่ต้องการมี Server หรือตั้งระบบ Mail Server เราสามารถไปเช่าใช้บริการผูกเมล์เราเข้ากับระบบ Gmail ของ Google ได้อีกต่างหาก
Cloud Computing
อีกหน่อย ในความคิดผมนะ เครื่อง PC หรือ Notebook ต่อไปเปิดมา อาจจะไม่ต้องเปิดผ่าน Windows เลยก็เป็นไปได้ คือเปิดขึ้นมากลายเป็น WEB OS เลย ก็คือแบบเปิดปุ๊บ เข้าอินเตอร์เน็ตทันที อยากใช้โปรแกรมอะไรก็แค่ เรียก หรือเปิดใช้บริการเอา อาจจะมีทั้งแบบฟรี หรือเสียเงินก็ว่ากันไป และแนวโน้มก็ค่อนข้างจะไปทางนั้นแหละผมว่า เพราะเดี๋ยวนี้เราเริ่มมีอุปกรณ์พวก tablet หรือ มือถือ ที่สามารถเชื่อมต่อเข้าระบบอินเตอร์เน็ตได้แบบทันทีที่เปิดเครื่อง และแนวโน้มของคนที่จะใช้ tablet นั้น ผมขอเดาว่าอีกไม่นาน 1-2 ปีนี้ จะมีปริมาณที่มากกว่า PC หรือ Notebook กว่าในอดีตมาก โดยเฉพาะอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้ที่จะโตไวมาก เพราะมันชัดแล้วว่า เทคโนโลยีจะไวขึ้นเรื่อยๆ ขนาดเล็กลงเรื่อยๆ และราคาก็จะถูกลงเรื่อยๆ ทำให้ สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้ทุกเพศ ทุกวัย
อันนี้ก็คือวีดีโอที่พอดีไปค้นเจอมา โดยรายงานพิเศษจากรายการแบไต๋ไฮเทคที่สามารถจะอธิบายเรื่องของคำศัพท์แห่งยุค Cloud Computing ให้เข้าใจได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างชัดเจน ใครที่สนใจเทคโนโลยี server สมัยใหม่ต้องดู อธิบายแบบไทยๆ ให้ดูเข้าใจง่าย (ขอบคุณ วีดีโอจากรายการ แบไต๋ไฮเทค ด้วยนะครับ)

หรือจะดูแบบ version ของฝรั่งเขา ก็นี่เลย ของ salesfoce.com ที่เขาทำไว้

อ่ะกลับมาต่อ สำหรับตัวผมเอาแบบนี้ดีกว่า หลายๆคนอาจจะเคยได้เจอหรือเคยได้ยินหรือแอบเข้าใจไปแล้วนิดๆ ก็ได้ ผมจะอธิบายแบบที่ผมเข้าใจแหละกัน Cloud Computing โดยหลักการใช้งานของ Cloud นั้นคือ ผู้ที่จะใช้ไม่ต้องสนใจเลยว่าระบบที่ตัวเองใช้จะมีโครงสร้างหรือ Hardware / Software อะไรยังไง ผู้ใช้เพียงแต่ระบุความต้องการหรือ Requirement ของตัวเอง จากนั้นระบบก็จะให้บริการหรือ Services ด้านต่างๆ ตามที่ระบบมีอยู่หรือตามที่ผู้ใช้ร้องขอ และจะมีส่วนประกอบหลักๆ ที่ต้องพูดถึงอยู่ 3 อย่างคือ บริการของมัน ความต้องการของเรา และทรัพยากรต่างๆ ที่ต้องใช้หรือมีอยู่...

เอาง่ายๆอีกกรณีหนึ่ง พวกเราทุกคนส่วนใหญ่ ใช้งาน Facebook กัน...รู้ไหมครับว่า WEB Server ที่เราใช้งานมันตั้งอยู่ที่ไหน มี spec เป็นยังไง มี Hard Disk เท่าไหร่ เครือ่งใหญ่ไหม....ส่วนใหญ่ผมว่าไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำ ขออย่างเดียวให้มันเข้าได้แล้วกัน ...และนั่นก็คือหนึ่งตัวอย่างของระบบ Cloud Computing เช่นกัน เออ...ว่าแล้วมีใครเคยเห็นหรืออยากรู้ไหมว่า Facebook Server เขาเป็นไรยังไงกันบ้าง เดี๋ยวหามาดูกัน

ยกตัวอย่างมีอีกหนึ่งกรณีของ Amazon ที่ได้วางโครงสร้างพื้นฐานการให้บริการ โดยมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 7Regions คือ US East (Northern Virginia), US West (Oregon), US West, (Northern California), EU (ไอร์แลนด์), Asia Pacific (สิงคโปร์) และ Asia Pacific (โตเกียว) และในแต่ละ Region
Cloud Computing
และมีการแบ่งออกเป็น 3-4 Availability Zone ซึ่งจะเปรียบเสมือน Data Center ที่มีขนาดใหญ่มากและยังสามารถรองรับและกระจายความเสี่ยงต่างๆ ไปให้ทั่วทุกมุมโลกได้ใน กรณีอย่างเช่นถ้า Zone หรือ Region ใด Region หนึ่งที่เกิด down หรือทำงานไม่ได้ระบบจากอีก Region จะทำงานแทนขึ้นมาทันทีเลย (แต่...ความไม่แน่นอนก็คือ ความไม่แน่นอน อย่างที่ผมเคยได้อ่านข่าวมาว่า Cloud System ของ Amezon ล่มไปยังไม่ถึงวัน...ดังไปทั่วโลกเลย)

ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ
ตัวอย่างส่วนหนึ่งของระบบหรือบริษัทที่กำลังใช้ Cloud Computing ได้แก่ ระบบ Timesmachine ของNew York Times ที่ใช้บริการของ Amazon EC2 ในการสังเคราะห์ข่าวและจัดเก็บข่าวตั้งแต่ ค.ศ.1851 ทั้งนี้การรวบรวมข่าวจำเป็นต้องมีการแปลงข้อมูลของข่าว และเนื่องจากข่าวมีจำนวนมหาศาลจึงต้องใช้พลังในการประมวลผลเพิ่มมากขึ้นตาม ไปด้วย และจำเป็นต้องใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับบันทึกข่าวเหล่านี้ [อ้างอิง] การเขียนโปรแกรมเพื่อการประมวลผลบน Cloud Computing สามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ถือได้ว่ากำลังนิยมมากในขณะนี้คือการใช้เครื่องมือที่ชื่อ Hadoop (เมื่อมีโอกาสผมจะกลับมากล่าวถึง Hadoop อีกครั้งในบทความหน้า) ตัวอย่างเช่น New York Times ก็เลือกใช้ Hadoop สำหรับเขียนโปรแกรมเพื่อแปลงข้อมูลของข่าวบนคอมพิวเตอร์(เสมือน)ที่เช่ากับ Amazonไว้หลายร้อยเครื่อง โดยใช้เวลาในการประมวลผลทั้งหมดน้อยกว่า 36 ชั่วโมง ตัวอย่างต่อไปคือเว็บ A9 ผู้ ให้บริการ search engine อันเป็นเครือข่ายของ Amazon ใช้ Hadoop เพื่อช่วยในการค้นหาข้อมูลที่รวบรวมไว้บนกลุ่มของคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มและลด จำนวนได้ เว็บยอดนิยมอย่าง Facebook ก็เลือกใช้ Amazon EC2 สำหรับการขยายความสามารถของระบบให้รองรับจำนวนผู้ใช้จำนวนมากที่เข้ามาใช้ Facebook Apps(application ที่บริการบน Facebook)พร้อมๆกัน [อ้างอิง] สำหรับตัวอย่างอื่นๆที่ใช้งาน Amazon EC2 ท่านสามารถติดตามได้ที่เว็บของ Amazon [อ้างอิง] อย่างไรก็ดี ตัวอย่างที่แสดงบนเว็บท่านจะเห็นว่ายังมีไม่มาก แต่ในความเป็นจริงมีผู้ใช้บริการจาก Amazon EC2 จำนวนมาก เพียงแต่เขาไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลว่าเขาเอา Amazon EC2 ไปใช้ในงานใดบ้างตัวอย่างของทางฝั่ง Google ได้แก่ Google Apps ที่ได้ร่วมมือกับ Salesforce.com ตามที่ผมได้อ้างอิงไว้แล้วก่อนหน้านี้Gogrid (http://www.gogrid.com/) เป็นผู้ให้บริการ Cloud Computing อีกเจ้าหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ Amazon EC2 ก็ได้จัดเตรียมเครื่องมือสำหรับสร้างคอมพิวเตอร์เสมือนตามแต่ลลูกค้าต้องการ ได้ผ่านหน้าเว็บของ Gogrid ได้เลย และยังสนับสนุนระบบปฏิบ้ติการหลายยี่ห้อทั้ง Linux และ Windows ต่างจากทาง Amazon EC2 ที่ยังบริการแค่คอมพิวเตอร์เสมือนที่เป็น Linux อยู่

(หมายเหตุเหตุที่ Cloud Computing เลือกใช้ Virtual Machine หรือคอมพิวเตอร์เสมือนจะถูกอ้างอิงไว้ในบทความต่อไป)


แหล่งที่มาจาก

วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

E-mail

E-Mail (Electronic Mail) - จดหมายอิเลคทรอนิกส์ คืออะไร

           คือจดหมายอิเลคทรอนิกส์ ที่ใช้รับส่งกันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์บางแห่งใช้เฉพาะภายใน บางแห่งใช้เฉพาะภายนอกองค์กร (สำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ internet) การใช้งานก็เหมือนกับเราพิมพ์ข้อความในโปรแกรม word จากนั้นก็คลิกคำสั่ง เพื่อส่งออกไป โดยจะมีชื่อของผู้รับ ซึ่งเราเรียกว่า Email Address เป็นหลักในการรับส่ง

รูปแบบชื่อ Email Address yourname@it-guides.com
   1. yourname คือ ชื่อของคุณ สามารถตั้งเป็นชื่ออะไรก็ได้
   2. เครื่องหมาย "@" สำหรับกั้นระหว่าง ชื่อ กับ ชื่อเวปไซท์ หรือ domain name
   3. it-guides.com คือ ชื่อเวปไซท์ หรือ domain name

ชนิดของการรับส่ง E-mail
   1. รับส่งโดยใช้โปรแกรม Email โดยเฉพาะ เช่น Outlook Express, Eudora
   2. รับส่งโดยผ่าน Web site เช่น www.yahoo.com, www.hotmail.com
   3. รับส่งโดยผ่าน Web Browser เช่น Netscape, IE เป็นต้น


          การรับส่ง Email โดยปกติจะต้องมีการกำหนด Configuration เพื่อกำหนด Incoming Mail และ Outgoing Mail Server ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากในการ check mail เนื่องจากบางคนไม่ได้มีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของตนเอง หรือบางคนอาจจะต้องเดินทางบ่อย ๆ ทำให้ไม่ค่อยสะดวก ดังนั้น แบบที่ 2 คือ check email ผ่าน Web site จึงมีผู้นิยมมากที่สุดในโลก เนื่องจากไม่จำเป็นต้องกำหนด Configuration อะไรทั้งสิ้น แค่เพียงคุณสมัครเป็นสมาชิกกับ Web site ที่ให้บริการ แค่จำชื่อ User และ Password เท่านั้น คุณก็สามารถจะตรวจสอบ Email ได้จากที่ต่าง ๆ ทั่วโลก... (การลงทะเบียนเพื่อขอ E-mail แบบที่ 2 นี้จะเป็นการให้บริการฟรี!)


ประโยชน์ของ E-Mail
   1.รวดเร็ว เชื่อถือได้  
   2.ประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่ง และลดการใช้กระดาษ
   3.ลดเวลาในการส่งเอกสารลง เพราะผู้ส่งไม่ต้องเสียเวลาไปส่งเอง หรือรอไปรษณีย์ไปส่งให้ 
   4.ผู้ส่งสามารถส่งเอกสารได้ตลอดไม่จำกัดเวลา หรือระยะทางในการส่ง ในขณะที่ผู้อ่านก็สามารถเปิดอ่านเอกสารได้ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน 
   5.สามารถส่งต่อกันได้สะดวก และผู้ส่งสามารถส่งให้ผู้รับได้พร้อมๆกันหลายคนในเวลาเดียวกัน


ประเภทของอีเมล์
เว็บไซต์ที่ให้บริการฟรีอีเมล์มีอยู่มากมาย แต่ถ้าหากจะแยกประเภทของการใช้งาน สามารถแยกออกได้เป็น 2 แบบดังนี้

E-Mail แบบ POP
เป็น E-Mail อีกชนิดหนึ่ง ที่มีความสะดวกในการใช้งาน มาก เนื่องจากสามารถเช็คเมล์ได้จาก software เช็คเมล์ใดก็ได้ แต่ผู้ใช้จะต้องทำการ setup ใช้งานเอง เช่น การเซ็ทค่า incoming mail server ค่า outgoing mail server และอื่นๆ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานอย่างดี สำหรับท่านที่คิดจะมี web site เป็นของตัวเองในโอกาสต่อไป เนื่องจากจะมีการใช้งานเมล์แบบนี้หมด และเมื่อถึงวันนั้นก็คงจะช่วยกัน โกยเงินดอลลาร์เข้าบ้านเรามั่ง ส่วนข้อดีของเมล์แบบนี้ จะสามารถเช็คเมล์ได้รวดเร็ว สะดวก ไม่มีขยะปนมากับเนื้อหาที่สำคัญไม่ต้องเข้ามาที่ web site นี้บ่อยๆ สามารถ insert ไฟล์ได้
ลักษณะของ POP
-  ใช้โปรแกรมเฉพาะ เช่น Eudora หรือ Netscape mail เป็นต้น
-  เครื่องที่ใช้อ่าน E-Mail มักเป็นเครื่องส่วนตัว
-  มีคนนิยมใช้กันเกือบครึ่งโลก
-  บางแห่งยังให้บริการทั้ง telnet, POP และ IMAP
-  Server ที่ให้บริการมักเป็นระบบ UNIX หรือ LINUX
E-Mail แบบ WEB Based
E-Mail แบบ Web based เป็น E-Mail แบบที่เรารู้จักกันเช่น hotmail.com yahoo.com chaiyo.com หรือแม้แต่ thaiall.com ก็ยังเป็น Web based email เพราะผู้ให้บริการพอใจ ที่จะให้บริการมากกว่า POPเนื่องจากการอ่าน หรือส่ง mail ผู้ใช้บริการจะต้องเข้ามายังเว็บของผู้ให้บริการทุกครั้ง ต่างกับ pop ที่ผู้ใช้บริการ สามารถใช้โปรแกรมดูดmail ไปอ่าน โดยไม่ต้องเข้าเว็บของผู้ให้บริการแต่อย่างใด

ลักษณะของ WEB Based
-  เปิด email จากที่ใดก็ได้
-  ใช้ browser ตัวใดก็ได้ เปิดอ่าน mail
-  มีคนนิยมใช้กันเกือบครึ่งโลก
-  เช่น hotmail.com chaiyo.com หรือ thaiall.com ข้อดี

วิธีการใช้งานทั่วไป


1. TO - หมายถึง ชื่อ Email สำหรับผู้รับ
2. FROM - หมายถึง ชื่อ Email สำหรับผู้ส่ง
3. UBJECT - หมายถึง หัวข้อเนื้อหาของจดหมาย
4. CC - หมายถึงสำเนา Email ฉบับนี้ไปให้อีกบุคคลหนึ่ง
5. BCC - หมายถึงสำเนา Email ฉบับนี้ไปให้อีกบุคคลหนึ่ง แต่ผู้รับ (TO) จะไม่ทราบว่าเราสำเนาให้ใครบ้าง
6. ATTACHMENT - ส่ง file ข้อมูลแนบไปพร้อมกับ Email


เทคนิคการใส่ขื่อ Email

    1. ปกติชื่อ Email ประกอบด้วย yourname@it-guides.com เป็นต้น แต่เราสามารถใส่ชื่อของเราเพิ่มเข้าไปได้ด้วย ดังตัวอย่าง
Somsri "yourname@it-guides.com"
    2. การส่ง Email พร้อมกันหลายคน เราสามารถส่งโดยใช้ช่อง CC ได้ หรือถ้าต้องการส่งในช่อง TO หลายคน เราสามารถใส่เครื่องหมายคอมม่า "," แยกระหว่าง Email ได้ 


ข้อมูลอ้างอิง
   http://guru.sanook.com
   http://mtbkzone.exteen.com
   http://www.ismed.or.th

   http://www.saranartschool.com/compu5.htm
   http://www1.excise.go.th/itzone/IE/IE22.htm

พรบ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

พรบ. คอมพิวเตอร์ 2550 ทุกคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ต้องรู้

        พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมาย ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
    มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐”
    มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
    มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “ระบบคอมพิวเตอร์” หมายความว่า อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ
“ข้อมูลคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
“ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น
“ผู้ให้บริการ” หมายความว่า
(๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
(๒) ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
“ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
    มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑
ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
    มาตรา ๕ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้น มิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    มาตรา ๖ ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    มาตรา ๗ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
    มาตรา ๘ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    มาตรา ๙ ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๐ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    มาตรา ๑๑ ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
    มาตรา ๑๒ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐
(๑) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นในทันทีหรือในภายหลัง และไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
(๒) เป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการบริการสาธารณะ หรือเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท
ถ้าการกระทำความผิดตาม (๒) เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี
    มาตรา ๑๓ ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑)(๒) (๓) หรือ (๔)
    มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔
    มาตรา ๑๖ ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ
ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่ง เป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจริต ผู้กระทำไม่มีความผิด ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือ บุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย
    มาตรา ๑๗ ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกราชอาณาจักรและ
(๑) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนไทย และรัฐบาลแห่งประเทศที่ความผิดได้เกิดขึ้นหรือผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ หรือ
(๒) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนต่างด้าว และรัฐบาลไทยหรือคนไทยเป็นผู้เสียหายและผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ
จะต้องรับโทษภายในราชอาณาจักร
หมวด ๒
พนักงานเจ้าหน้าที่
    มาตรา ๑๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดและหาตัวผู้กระทำความผิด
(๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้
(๒) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
(๓) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา ๒๖ หรือที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
(๔) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่
(๕) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
(๖) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและสั่งให้บุคคลนั้นส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นให้ด้วยก็ได้
(๗) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำการถอดรหัสลับ หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับดังกล่าว
(๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียดแห่งความผิดและผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๙ การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ
(๘) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามคำร้อง ทั้งนี้ คำร้องต้องระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เหตุที่ต้องใช้อำนาจ ลักษณะของการกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและผู้กระทำความผิด เท่าที่สามารถจะระบุได้ ประกอบคำร้องด้วยในการพิจารณาคำร้องให้ศาลพิจารณาคำร้องดังกล่าวโดยเร็วเมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ก่อนดำเนินการตามคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำเนาบันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้ต้องใช้อำนาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ ณ ที่นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบสำเนาบันทึกนั้นให้แก่เจ้าของหรือ
ผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทำได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการดำเนินการตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ
(๘) ส่งสำเนาบันทึกรายละเอียดการดำเนินการและเหตุผลแห่งการดำเนินการให้ศาลที่มีเขตอำนาจภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดำเนินกา เพื่อเป็นหลักฐานการทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา ๑๘ (๔) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความจำเป็น การยึดหรืออายัดตาม            มาตรา ๑๘ (๘) นอกจากจะต้องส่งมอบสำเนาหนังสือแสดงการยึดหรืออายัดมอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งยึดหรืออายัดไว้เกินสามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นที่ต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจำเป็นที่จะยึดหรืออายัดหรือครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรือถอนการอายัดโดยพลัน หนังสือแสดงการยึดหรืออายัดตามวรรคห้าให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
    มาตรา ๒๐ ในกรณีที่การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามที่กำหนดไว้ในภาคสองลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้อง พร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการระงับการทำให้แพร่หลายนั้นเอง หรือสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้
    มาตรา ๒๑ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดมีชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์รวมอยู่ด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอให้มีคำสั่งห้ามจำหน่ายหรือเผยแพร่ หรือสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นระงับการใช้ ทำลายหรือแก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ มีไว้ในครอบครอง หรือเผยแพร่ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ดังกล่าวก็ได้ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชุดคำสั่งที่มีผลทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่งอื่นเกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขัดข้อง หรือปฏิบัติงานไม่ตรงตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือโดยประการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงทั้งนี้ เว้นแต่เป็นชุดคำสั่งที่มุ่งหมายในการป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    มาตรา ๒๒ ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ให้แก่บุคคลใดความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่
โดยมิชอบ หรือเป็นการกระทำตามคำสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาลพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    มาตรา ๒๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    มาตรา ๒๔ ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    มาตรา ๒๕ ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจมีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น
    มาตรา ๒๖ ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้ ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการ นับตั้งแต่เริ่มใช้บริการและต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับตั้งแต่การใช้บริการสิ้นสุดลง ความในวรรคหนึ่งจะใช้กับผู้ให้บริการประเภทใด อย่างไร และเมื่อใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท
   มาตรา ๒๗ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๒๐ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลตามมาตรา ๒๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทและปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
    มาตรา ๒๘ การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ และมีคุณสมบัติตามที่รัฐมนตรีกำหนด
    มาตรา ๒๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือรับคำกล่าวโทษ และมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในการจับ ควบคุม ค้น การทำสำนวนสอบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ บรรดาที่เป็นอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐมนตรีมีอำนาจ ร่วมกันกำหนดระเบียบเกี่ยวกับแนวทางและวิธีปฏิบัติในการดำเนินการตามวรรคสอง
    มาตรา ๓๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ได้เป็นส่วนสำคัญ ของการประกอบกิจการ และการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากมีผู้กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือทำให้การทำงานผิดพลาดไปจากคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือใช้วิธีการใด ๆ เข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่น ในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะอันลามกอนาจาร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน สมควรกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ที่มา http://www.cowboythai.com/forum/index.php?topic=1443.msg9206;topicseen

การค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต

วิธีการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต 
     การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต  ด้วยการใช้ Search Engine 
     Search Engine จะมีหน้าที่รวบรวมรายชื่อเว็บไซต์ต่างๆ เอาไว้ โดยจัดแยกเป็นหมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแต่ทราบหัวข้อที่ต้องการค้นหาแล้วป้อน คำหรือข้อความของหัวข้อนั้นๆ ลงไปในช่องที่กำหนด คลิกปุ่มค้นหา เท่านั้น ข้อมูลอย่างย่อ ๆ และรายชื่อเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องจะปรากฏให้เราเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ทันที
Search Engine แต่ละแห่งมีวิธีการและการจัดเก็บฐานข้อมูลที่แตกต่างกันไปตามประเภทของ Search Engine ที่แต่ละเว็บไซต์นำมาใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ดังนั้นการที่จะเข้าไปหาข้อโดยวิธีการ Search นั้น อย่างน้อยเราจะต้องทราบว่า เว็บไซต์ที่จะเข้าไปใช้บริการ ใช้วิธีการหรือ ประเภทของ Search Engine อะไร เนื่องจากแต่ละประเภทมีความละเอียดในการจัดเก็บข้อมูลต่างกันไป
ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการ  Search Engine
www.google.co.th            
 1.  การสืบค้นแบบใช้คีย์เวิร์ด ใช้ในกรณีที่ต้องการค้นข้อมูลโดยใช้คำที่มีความหมายตรงกับความต้องการ โดยมากจะนิยมใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับเนื้อเรื่องที่จะสืบค้นข้อมูล มีวิธีการค้นหาได้ดังนี้
          1.1 เปิดเว็บเพจ ที่ให้บริการในการสืบค้นข้อมูล  ตัวอย่างเช่น
                    www.google.co.th เป็นเว็บที่ใช้สืบค้นข้อมูลของต่างประเทศ ข้อดีคือ ค้นหาง่าย เร็ว
                    www.yahoo.com เป็นเว็บที่ใช้สืบค้นที่ดีตัวหนึ่งซึ่งค้นหาข้อมูลง่าย และข้อเด่นคือภายในเว็บของ www.yahoo.com เองจะมีฟรีเว็บไซต์ ที่รู้จักกันในนาม http://www.geocities.com ซึ่งมีจำนวนเว็บมากมาย ให้ค้นหาข้อมูลเองโดยเฉพาะ
                    www.sanook.com เป็นเว็บของคนไทย
                    www.siamguru.com  เป็นเว็บของคนไทย
                    โดยพิมพ์ช่องเว็บที่ช่อง Address  ดังตัวอย่างซึ่งใช้  www.google.co.th


          1.2 ที่ช่อง ค้นหา พิมพ์ข้อความต้องการจะค้นหา ในตัวอย่างจะพิมพ์คำว่า แหล่งท่องเที่ยวเมืองโคราช
          1.3 คลิกปุ่ม ค้นหาด้วย Google


          1.4 จากนั้นจะปรากฏรายชื่อของเว็บที่มีข้อมูล


          1.5 คลิกเว็บที่จะเรียกดูข้อมูล


       2.  หลักการใช้คำในการค้นหาข้อมูล  
             การสืบค้นแบบใช้คีย์เวิร์ด เช่น ถ้าต้องการจะสืบค้นเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเครื่องคอมพิวเตอร์ การค้นหาจึงต้องการเนื้อหาที่เจาะลึก  การสร้างคำคีย์เวิร์ด  ต้องใช้คำที่เจาะลึกลงไปเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เฉพาะคำมากยิ่งขึ้น
          2.1  การใช้คำที่คิดว่าจะมีในเว็บที่ต้องการจะค้นหา เช่น ต้องการจะหาข้อมูลเกี่ยวกับ บุคคล ที่ชื่อว่า นาย อุบล ถ้าเราพิมพ์ข้อมูลที่ช่อง Search ว่า อุบล แล้วทำการค้นข้อมูล Search Engine จะทำการค้นหาคำ โดยจะค้นหารวมทั้งคำว่า จังหวัดอุบล     อุบลราชธานี     คนอุบล   วิทยาลัยเกษตรอุบล      เทคโนโลยีอุบล ซึ่งเราจะเจอะ ข้อมูลจำนวนมาก ดังนั้นการใช้คำในการค้นหาข้อมูลจึงต้องใช้คำเฉพาะเพื่อให้ได้ข้อมูล ที่น้อยลง  เช่น อาจจะพิมพ์คำว่า นาย อุบล พิมลวรรณ ซึ่งข้อมูลจะมีจำนวนที่น้อยลง
ตัวอย่าง  พิมพ์ข้อมูลที่ช่อง Search ว่า อุบล         

          2.2 ใช้เครื่องหมาย คำพูด  (“ _ ”) เพื่อกำหนดให้เป็นกลุ่มคำ เช่น จะค้นหาคำ ชื่อหนังสื่อที่ชื่อว่า โปรแกรม PhotoShop สังเกตว่าคำที่จะค้นหา จะเป็นคำที่ต้องเว้นวรรค  แต่เมื่อมีการสืบค้นด้วย Search Engine ระบบจะค้นหาคำแบ่งเป็นสองคำ คือคำว่า โปรแกรม และคำว่า PhotoShop จึงทำให้ข้อมูลที่ได้ผิดพลาด ดังนั้นการสร้างคำ จึงต้องกำหนดคำด้วยเครื่องหมายคำพูด จึงใช้คำว่า “โปรแกรม PhotoShop” ในการค้นหาแทน


          2.3ใช้เครื่องหมาย ลบ (-) ไว้หน้าคำที่ไม่ต้องการจะให้ปรากฏอยู่ในรายการแสดงผลของการค้นหา เช่น ต้องการหาชื่อโรงเรียน แต่ทราบแล้วว่าโรงเรียนที่จะค้นหาไม่ใช้โรงเรียนอนุบาล จึงต้องยกเลิกคำว่าอนุบาล โดยพิมพ์คำว่า โรงเรียน  -อนุบาล ผลที่ได้จะทำให้มีเฉพาะคำว่า โรงเรียน ทั้งหมดแต่จะค้นหาคำว่า อนุบาล (*การพิมพ์เครื่องหมาย ลบกับคำที่จะยกเลิกต้องติดกัน มิฉะนั้นระบบจะเข้าใจว่าจะค้นหาคำ 3 คำ คือ คำว่า โรงเรียน คำว่า + และคำว่า อนุบาล*)


          การสืบค้นข้อมูลภาพ
          ในกรณีที่นักเรียนต้องการที่จะค้นหาข้อมูลที่เป็นภาพ เพื่อนำมาประกอบกับรายงาน มีวิธีการค้นหาไฟล์ภาพได้ดังนี้
          1. เปิดเว็บ www.google.co.th
          2. คลิกตัวเลือก รูปภาพ 
 

          3. พิมพ์กลุ่มชื่อภาพที่ต้องการจะค้นหา (ตัวอย่างทดลองหาภาพเกี่ยวกับ ปราสาทหินพิมาย)


        
            4. คลิกปุ่ม ค้นหา

          5. ภาพทีค้นหาพบ

          6. การนำภาพมาใช้งาน ให้คลิกเมาส์ด้านขวาที่ภาพ > Save Picture as


          7. กำหนดตำแหน่งที่จะบันทึกที่ช่อง Save in
          8. กำหนดชื่อที่ช่อง File Name
          9. คลิกปุ่ม Save


ประโยชน์การสืบค้น
     การสืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตนั้น มีประโยชน์อยู่หลายด้านด้วยกัน เช่น
         1. ประหยัดเวลา :: อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่า มีทุกอย่างอยู่ในอินเทอร์เน็ต ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีวิธีการค้นหาและนำมาใช้ได้อย่างไร โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเสาะหาข้อมูลจากแหล่งความรู้จริง เช่นห้องสมุดหนังสือ วารสาร หรือจากบุคคลผู้รู้อื่น ๆ
         2. ได้ข้อมูลครบถ้วน :: เนื่องจากการสืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตนั้น เราสามารถสืบค้นข้อมูลได้อย่างหลายแบบ เช่น ข้อมูลข้อความ ข้อมูลรูปภาพ ข้อมูลมัลติมีเดีย หรืออื่น ๆ
ในเนื้อหาหนึ่ง ๆ ก็สามารถนำข้อมูลที่หลากหลายรูปแบบมาอ้างอิงได้อย่างหลากหลาย
         3. มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน :: ชุมชนในการเรียนรู้บนอินเทอร์เน็ตนั้น เป็นชุมชนที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน ในลักษณะให้ฟรี หรือมีค่าใช้จ่ายบ้าง ถ้าหากเรามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ย่อมทำให้การค้นหาข้อมูลที่สำคัญมีความหลากหลายมากขึ้น แหล่งที่สามารถสืบค้นข้อมูลได้ ได้แก่ เว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลต่าง ๆ หรือ เว็บไซต์ที่มีเว็บบอร์ดเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน เป็นต้น
ประโยชน์ที่ได้รับจาก Search Engine
     เครื่องมือที่ช่วยในการค้นหา (Search Engine) มีประโยชน์อย่างมากต่อผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไป เนื่องจากข้อมูลข่าวสารบนโลกอินเทอร์เน็ตมีมากมายมหาศาล และเมื่อผู้ใช้ต้องการข้อมูลสารสนเทศใดๆ จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ช่วยในการค้นหา เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลสารสนเทศที่ผู้ใช้งานต้องการ หรือสรุปได้ดังนี้
          1. ค้นหาเว็บที่ต้องการได้สะดวก รวดเร็ว
          2. สามารถค้นหาแบบเจาะลึกได้ ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ, ข่าว, MP3 และอื่นๆ อีกมากมาย
          3. สามารถค้นหาจากเว็บไซต์เฉพาะทาง ที่มีการจัดทำไว้ เช่น download.com เว็บไซต์เกี่ยวกับข้อมูล และซอร์ฟแวร์ เป็นต้น
          4. มีความหลากหลายในการค้นหาข้อมูล
          5. รองรับการค้นหา ภาษาไทย


แหล่งที่มา